สำหรับน้องที่กำลังติวเข้า INDA จุฬาฯ หนึ่งในการสอบที่ต้องเตรียมตัวอย่างจริงจังคือ CU-TAD ซึ่งใช้วัดทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบ การคิด และการวาดของผู้สมัคร โดยเกณฑ์ผ่านอยู่ที่ 45/100 คะแนน
ที่ผ่านมา หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดของ CU-TAD คำตอบของพี่มักจะเป็นคำว่า “เวลา” โจทย์แต่ละ Part อาจไม่ได้ซับซ้อนจนทำไม่ได้ แต่ผู้สอบต้องคิด ออกแบบ และวาดให้เสร็จภายในเวลาจำกัดมาก การติว CU-TAD ในอดีตจึงไม่ได้ฝึกเพียง “วาดเป็นหรือไม่” แต่ต้องฝึกการบริหารเวลาและวางกลยุทธ์ไปพร้อมกัน แต่หลังจากข้อสอบรอบ July 2026 พี่คิดว่าเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีมองข้อสอบนี้ใหม่ เพราะปัญหาไม่ได้มีแค่ “เวลาน้อย” อีกต่อไป แต่ตัวโจทย์เองกำลังยากขึ้นด้วย

เมื่อผู้สมัครมากกว่า 300 คน ความยากของ CU-TAD ก็อาจกำลังเปลี่ยน
รอบนี้มีผู้สมัครสอบมากกว่า 300 คน สะท้อนว่าจำนวนคนที่สนใจ INDA เพิ่มขึ้น และสิ่งที่เห็นจากข้อสอบรอบ July 2026 คือความยากไม่ได้เพิ่มเพียง Part ใด Part หนึ่ง แต่เกิดขึ้นแทบทุกส่วน ในอดีต กลยุทธ์ที่พี่ใช้สอนคือ อย่ามองเวลาของแต่ละ Part แยกกัน แต่ให้มองข้อสอบทั้งชุดเป็นภาพรวม หา Part ที่ทำได้เร็วกว่าเวลาที่กำหนดเพื่อประหยัดเวลาไปใช้กับ Part ที่ต้องการรายละเอียดมากกว่า แต่รอบนี้ “ข้อง่าย” ที่เคยใช้เก็บเวลาเริ่มไม่เหลือแล้ว
จากข้อสอบที่ “โจทย์พื้นฐาน แต่แข่งกับเวลา” กำลังกลายเป็นข้อสอบที่ “โจทย์ยากขึ้น และยังต้องแข่งกับเวลาเหมือนเดิม”
Part 2.1 – Logo Design (15 นาที | 10 คะแนน)
โจทย์: Early Bird / Boat House ความยากอยู่ที่การตีความคำ โดยเฉพาะ “Early Bird” ที่ตีความตรงตัวเป็น “นก” ก็ได้ หรือตีความเป็นคนที่ตื่นเช้า/เริ่มก่อนคนอื่นก็ได้ โจทย์จึงมีความกำกวมพอสมควรและไม่มีภาพหรือ Form ชัดเจนให้หยิบมาเล่นทันที การออกแบบ Logo ใน 15 นาทีต้องผ่านหลายขั้นตอน: อ่านคำ → ตีความ → หา Concept → หา Form → ลดทอน → Compose → วาด Final การเสียเวลาช่วงตีความเพียงไม่กี่นาทีจึงสำคัญมาก
Part 2.2 – Product Design (15 นาที | 10 คะแนน)
โจทย์: Foldable Shelter for 2 People เป็นตัวอย่างชัดของ “งานเยอะเกินเวลาที่ให้” เพราะไม่ได้ต้องการเพียงวาด Shelter หนึ่งชิ้น แต่ต้องเสนอแนวคิดของ Product และ Function เบื้องต้นให้เข้าใจ ภายใน 15 นาทีอาจต้องผ่านตั้งแต่ คิด Concept → ร่าง Form → อธิบายการ Fold → แสดง Function → ตัดเส้น → ตัดกรอบนอก → ลงเงา → ลงสี Copic โจทย์นี้จึงทดสอบว่าเราคิดและสื่อสารงาน Design ให้จบใน 15 นาทีได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อที่การฝึกจน Muscle Memory มีผลมาก

Part 2.3 – Isometric (30 นาที | 20 คะแนน)
Isometric รอบนี้ยากขึ้นชัดเจน เพราะโจทย์มี Slope จำนวนมาก ซึ่งทำให้ใช้เวลามากขึ้น ผู้สอบต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของรูปทรงและทิศทางอย่างถูกต้อง ไม่สามารถอาศัยการจำวิธีวาดแบบง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว 30 นาทีแทบจะเป็น 30 นาทีที่ต้องใช้จริง เมื่อ Geometry ซับซ้อนขึ้น การพยายามลดเวลาอาจแลกมาด้วยความผิดพลาดของรูปทรงซึ่งกระทบคะแนนโดยตรง Isometric จึงเริ่มไม่ใช่พื้นที่ “ประหยัดเวลา” เหมือนเดิม

Part 3.1 – Perspective (30 นาที | 20 คะแนน)
โจทย์: Interior Perspective ภายในห้างสรรพสินค้า กำหนดมุมมองจากชั้น 2 ด้านซ้ายเป็นร้านขายของ ด้านขวาเป็นชุดกระจกและมีลิฟต์ ด้านบนมี Glass Panel บริเวณเพดาน และต้องสร้างเป็นภาพ Perspective แบบ Bird’s-eye View Part นี้ยากขึ้นมาก เพราะไม่ได้ทดสอบแค่การตี Perspective ให้ถูก แต่ทดสอบความเข้าใจเรื่อง Interior Space และ Composition น้องต้องคิดพร้อมกันว่าพื้นที่เปิดตรงไหน เส้น Perspective วิ่งอย่างไร ร้านค้า/ลิฟต์/กระจกกินพื้นที่เท่าไร เพดานช่วยสร้าง Depth อย่างไร และจัดทั้งหมดให้ภาพยังอ่านง่าย
นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “วาด Perspective เป็น” กับการ “ใช้ Perspective เพื่อออกแบบภาพเป็น”
Part 3.2 – Drawing (30 นาที | 20 คะแนน)
โจทย์ Drawing รอบนี้เป็นการวาดใบหน้ารูปปั้นที่มี Expression ชัดเจนและมีริ้วรอยจำนวนมาก ความยากจึงต่างจากการวาดรูปทรงพื้นฐาน เพราะเมื่อใบหน้ามี Expression กล้ามเนื้อและริ้วรอยจะสัมพันธ์กันทั้งหมด น้องต้องสังเกตให้ได้ว่าส่วนไหนคือ Form หลัก Shadow Wrinkle และรายละเอียดไหนสำคัญต่อ Character ถ้าวาดริ้วรอยทุกเส้นตั้งแต่ต้น งานอาจไม่เสร็จ แต่ถ้าตัดรายละเอียดมากเกินไป Character ก็หายไป ภายใน 30 นาทีจึงต้องมีทั้ง Observation, Proportion, Form, Light & Shadow และการเลือก Detail ที่ดีพอ

สิ่งที่ CU-TAD July 2026 กำลังบอกคนที่จะสอบ INDA ปีถัดไป
สิ่งที่พี่สนใจที่สุดไม่ใช่ว่า Part ไหนยากที่สุด แต่คือ ทุก Part ยากขึ้นพร้อมกัน — Logo ต้องตีความมากขึ้น, Product ต้องคิด Function และวาดจำนวนมากใน 15 นาที, Isometric มี Geometry และ Slope ซับซ้อนขึ้น, Perspective ต้องเข้าใจ Interior และ Composition, Drawing ใช้ Subject ที่ต้องการ Observation สูง เมื่อทุก Part ใช้เวลาของตัวเองมากขึ้น กลยุทธ์เดิมที่หวังว่า “เก็บเวลาจากข้อง่ายแล้วเอาไปช่วยข้อยาก” จึงเริ่มใช้ได้ยาก เพราะคำถามคือ แล้วข้อง่ายอยู่ตรงไหน?
การติว INDA หลังจากนี้ อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด
หาก CU-TAD July 2026 เป็นทิศทางของข้อสอบปีถัดไป การเตรียมตัวแบบ “ทำได้ทุก Part แบบพอประมาณ” อาจไม่พออีกต่อไป พี่คิดว่าน้องต้องมีอย่างน้อยหนึ่งหรือสอง Part ที่เป็นอาวุธหลัก เพราะเกณฑ์ผ่านคือ 45/100 เราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุก Part แต่ต้องรู้ว่าคะแนนของเราจะมาจากตรงไหน ถ้าเก่ง Perspective ก็ต้องฝึกให้เป็นคะแนนที่มั่นใจได้ ถ้าเก่ง Drawing ก็ต้องแข็งแรงจนไม่ว่า Subject จะเปลี่ยนเป็นอะไรก็วิเคราะห์และวาดได้ ถ้าเก่ง Isometric ก็ต้องไปไกลกว่าโจทย์มาตรฐานและพร้อมรับ Geometry ที่ไม่เคยเห็น ขณะเดียวกัน Part ที่ไม่ถนัดก็ปล่อยทิ้งไม่ได้ เพราะทุกคะแนนมีผลต่อการผ่าน 45 คะแนน
อย่าติว CU-TAD ด้วยการจำข้อสอบเก่าเพียงอย่างเดียว
การติว INDA ไม่ควรเป็นการฝึกให้น้องจำว่า “Logo ต้องวาดแบบนี้”, “Product ต้องจัด Layout แบบนี้”, “Perspective เจอโจทย์แบบนี้ให้ใช้มุมนี้” เพราะทันทีที่ข้อสอบเปลี่ยน น้องจะไปต่อไม่ถูก สิ่งที่ควรฝึกคือพื้นฐานเบื้องหลังแต่ละ Part
- Logo — เข้าใจการตีความและ Form
- Product — เข้าใจ Function และ Visual Communication
- Isometric — เข้าใจ Geometry
- Perspective — เข้าใจ Space และ Composition
- Drawing — เข้าใจ Form, Proportion และ Observation
เมื่อพื้นฐานเหล่านี้แข็งแรง ต่อให้โจทย์เปลี่ยน น้องก็ยังคิดต่อได้ด้วยตัวเอง และนี่อาจเป็นสิ่งที่ CU-TAD กำลังพยายามวัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
CU-TAD July 2026 อาจเป็นบรรทัดฐานความยากใหม่
คนที่กำลังติว INDA สำหรับปีถัดไป ไม่ควรเตรียมตัวโดยใช้ระดับความยากของข้อสอบเก่าเป็นมาตรฐานอีกแล้ว ให้คิดเสียว่า CU-TAD July 2026 คือระดับพื้นฐานใหม่ที่เราต้องทำให้ได้ แล้วฝึกให้ยากกว่านั้น เพราะถ้าการซ้อมของเรายากกว่าห้องสอบ วันสอบจะกลายเป็นเพียงการทำสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว
เปลี่ยนคำถามจาก “ข้อสอบปีที่แล้วออกอะไร?” เป็น “ถ้าปีหน้าออกยากกว่านี้ เราพร้อมหรือยัง?” เพราะการสอบกำลังขยับจากการวัดว่าใครวาดเป็น ไปสู่การวัดว่าใครเข้าใจพื้นฐานจริง คิดได้เร็ว และสร้างงานที่มีคุณภาพภายใต้เวลาที่จำกัดได้