เด็กๆที่กำลังติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมแทบทุกคน ต้องฝึกฝนการวาดภาพทัศนียภาพ หรือ perspective drawing กันแทบทุกคน แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนกำลังฝึกวาดภาพที่นิยมเรียกติดปากกันว่า “ตีฟ” อย่างไม่เข้าใจ
กว่า 80% ของเด็กที่ติวจากหลายสถาบันทั่วประเทศ มองการวาด perspective เป็นเพียงการท่องจำไปวาดเท่านั้น จึงมักเกิดปัญหาเมื่อโจทย์ในข้อสอบไม่เป็นไปตามแบบที่ฝึกมา
ใครที่ฝึกฝนมาในรูปแบบของการลอกรูปและท่องจำโดยไม่เข้าใจหลักการที่แท้จริง จะเป็นเพียงคนที่มองภาพตีฟเป็นของ 2 มิติในกระดาษที่จัดวางมาตามสูตรสำเร็จ อย่างไร้ความเข้าใจในเชิง 3 มิติ ส่งผลให้ทำข้อสอบจริงที่มีแนวทางแตกต่างออกไปจากการฝึกไม่ได้นั่นเอง
องค์ประกอบของภาพ perspective
ในการวาดภาพ perspective หรือภาพทัศนียภาพ มี 2 องค์ประกอบที่สำคัญมากๆ แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจหน้าที่หรือการใช้มันอย่างแท้จริงเท่าไรนัก
หากลองถามเด็กๆที่ติวความถนัดทางสถาปัตย์ทุกคนว่า 2 อย่างนี้คืออะไร เชื่อว่าทุกคนรู้ความหมายและหน้าที่เป็นอย่างดี แต่หลายคนกลับไม่รู้ถึงความลับหรือหน้าที่แท้จริงของสองสิ่งนี้ การเข้าใจหน้าที่ที่แท้จริงจะช่วยให้เราวาดภาพ perspective ออกมาได้ทุกโจทย์ ทุกสถานการณ์อย่างเข้าใจ โดยไม่ต้องฝึกลอกฝึกจำภาพไปวาดมากมาย

หน้าที่ที่แท้จริงของ VP
จุด VP หน้าที่ที่คนมักเข้าใจและจำกันคือเป็นจุดรวมเส้นทุกเส้นที่วิ่งตรงเข้าไปในภาพ แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีแค่รูปแบบนั้นเสมอไป จุด VP สามารถเกิดขึ้นในภาพได้หลายลักษณะ ไปตามความสัมพันธ์ของสองสิ่งที่ผู้วาดต้องเข้าใจเสียก่อน ซึ่งก็คือ 1) มุมระหว่างกล้องหรือตาที่มองภาพนี้กับสิ่งของต่างๆในภาพ และ 2) อาคารหรือสิ่งของแต่ละสิ่งในภาพทำมุมไปในแนวเดียวกันหมดหรือไม่
กล่าวสรุปง่ายๆคือ หากเราอยากรู้ว่าภาพที่เราจะวาดต้องมีจุด VP อยู่กี่จุด ผู้วาดต้องเข้าใจผังมุมสูงของเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนว่า กล้องที่ถ่ายภาพเหตุการณ์นี้ ถ่ายพบอาคารหรือวัตถุต่างๆโดยรอบโดยทำมุมซึ่งกันและกันอย่างไร หากอาคารทำมุม 0 หรือ 90 องศากับกล้องถ่ายภาพ ภาพที่ได้จะเป็นภาพ perspective จุดเดียว เส้นอีกด้านที่ตั้งฉากกับแกนสายตาของกล้องจะวิ่งขนานกับ HL เท่านั้น แต่ถ้ามุมของอาคารทำมุมใดๆกับแนวสายตาของกล้อง ก็จะเกิดเป็นภาพ perspective 2 จุดทันที และถ้าของในภาพมีองศาหลากหลายต่างกันไปอีก ก็จะเกิดจุด VP ใหม่เพิ่มมาตามจำนวนองศาของมุมที่ไม่ซ้ำกันในภาพนั้น
ในบางสถานการณ์ที่อาคารเรียงตัวอิสระไปมาหลายแกน อาจเป็นภาพที่มีจุดตีฟ มากกว่า 5 จุด เลยก็เป็นได้ — จึงควรเลิกท่องว่าตีฟมีแค่ 2 แบบ
เราจึงควรเลิกติวความถนัดทางสถาปัตย์ด้วยการท่องว่าตีฟมีแค่ 2 แบบ คือ ตีฟ 1 จุด และตีฟ 2 จุด แต่ควรหันมาฝึกทำความเข้าใจหลังจากอ่านโจทย์ข้อสอบว่า เหตุการณ์ที่เรากำลังจะวาดนั้นมีผังเป็นอย่างไร และมีความสัมพันธ์ระหว่างกล้องที่ถ่ายภาพนี้กับอาคารที่อยู่โดยรอบอย่างไร

หน้าที่ที่แท้จริงของเส้น HL
เส้น HL หรือที่ทุกคนมักจำกันมาแบบปากต่อปากว่า “เส้นระดับสายตา” เป็นสิ่งที่แปลกมากๆ ตรงที่ทั้งๆที่ทุกคนท่องชื่อของเส้นได้อย่างแม่นยำ แต่หลายคนกลับมองเส้นนี้ผิดไปหลายอย่าง บางคนมองว่าเส้นนี้คือพื้นของภาพซึ่งผิดอย่างมาก ทำให้หลายคนวาดอาคารมาจบที่เส้น HL จนอาคารลอยและภาพดูผิดธรรมชาติ จริงๆแล้วหน้าที่ของ HL ก็ตรงตัวของมันเลย คือเส้นที่แสดงความสูงของระดับสายตาที่มองภาพนี้อยู่ หรือความสูงของกล้องที่ถ่ายภาพนี้นั่นเอง
กล่าวคือถ้าเป็นมุมมองจากระดับสายตาที่คนยืนปกติมอง เส้นนี้ก็จะสูงประมาณระดับหัวของคนทุกคนในภาพ เพราะตาคนเราสูงเท่ากับหัวของทุกคนนั่นเอง ทำให้ในการวาดภาพ perspective เราสามารถใช้เส้น HL เช็คความถูกต้องของความสูงขององค์ประกอบต่างๆในภาพได้ โดยเทียบกับระดับของเส้นสายตาหรือหัวคนทุกคนในภาพ
ตัวอย่างที่นิยมวาดผิดกันมากที่สุดคือ ประตูชั้น 1 ที่หลายคนซึ่งไม่เข้าใจมักวาดให้ต่ำกว่าเส้น HL จนกลายเป็นภาพที่ผิดธรรมชาติ
สรุป
เลิกท่องจำภาพตีฟแบบสูตรสำเร็จ แล้วหันมาเข้าใจ “หน้าที่จริง” ของ VP และ HL — VP บอกจำนวนจุดรวมสายตาตามความสัมพันธ์ของกล้องกับอาคาร ส่วน HL คือระดับสายตาที่ใช้เช็คความสูงขององค์ประกอบทุกอย่างในภาพ เมื่อเข้าใจสองสิ่งนี้ เราจะวาด perspective ได้ทุกโจทย์อย่างมั่นใจในเชิง 3 มิติจริงๆ