อยากเรียน Landscape แต่กลัวไม่ใช่ทาง? 7 ความเข้าใจผิดที่เด็กสถาปัตย์หลายคนเพิ่งรู้ตอนเข้ามหา’ลัย

ถ้าถามเด็กมัธยมว่า “Landscape Architecture คืออะไร”

คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จะประมาณว่า

“เรียนจัดสวนใช่ไหม?”
 “ปลูกต้นไม้เหรอ?”
 “เหมือนสถาปัตย์ไหม?”

ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบเหล่านี้ถูกแค่บางส่วนเท่านั้น

ทุกปีมีน้องหลายคนที่มาเรียน ติวสถาปัตย์จุฬา หรือเตรียมสอบ ความถนัดสถาปัตย์ แล้วเพิ่งค้นพบว่า สาขาที่ตัวเองสนใจจริง ๆ อาจไม่ใช่สถาปัตยกรรมหลัก แต่เป็น “ภูมิสถาปัตยกรรม” หรือ Landscape Architecture ต่างหาก

วันนี้ Time Machine Studio อยากพามาดู 7 ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับการเรียน Landscape ที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด

ภาพแสดงผังเมืองภูมิทัศน์พร้อมป้ายกำกับ: ทางเดินหลัก, สวนสาธารณะ, การเชื่อมต่อระบบ

1. Landscape คือการจัดสวนอย่างเดียว

อันนี้เป็นความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งเลย จริงอยู่ที่ Landscape มีเรื่องต้นไม้และสวนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในความเป็นจริง ภูมิสถาปนิกออกแบบมากกว่านั้นเยอะ ลองนึกถึงสวนเบญจกิติ สวนลุมพินี ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลานกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือพื้นที่สาธารณะในเมืองทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Landscape Architect มีส่วนในการออกแบบพูดง่าย ๆ คือสถาปนิกออกแบบ “อาคาร” ส่วนภูมิสถาปนิกออกแบบ “พื้นที่ที่คนใช้ชีวิต”

2. ต้องวาดรูปเก่งมากถึงจะเรียนได้

คำถามคลาสสิกของเด็กที่มา ติว Landscape และ ติวสถาปัตย์

“พี่ครับ หนูวาดรูปไม่สวย เรียนได้ไหม”

คำตอบคือ ได้

เพราะการสอบและการเรียนสถาปัตย์ไม่ได้วัดว่าใครวาดสวยที่สุด

แต่วัดว่าใครคิดเป็น

เวลาทำข้อสอบความถนัดสถาปัตย์ หรือทำ Portfolio สิ่งสำคัญคือการสื่อสารไอเดีย การมองปัญหา และการออกแบบวิธีแก้

ทักษะการวาดสามารถฝึกได้

แต่ความอยากรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการสังเกตสิ่งรอบตัว คือสิ่งที่สำคัญกว่า

3. Landscape หางานยาก

เมื่อก่อนอาจจะใช่

แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว

ทุกเมืองกำลังพูดถึงเรื่อง Green Space ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิต

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต หน่วยงานรัฐ และบริษัทออกแบบ ต่างต้องการคนที่เข้าใจการออกแบบพื้นที่ภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งปัจจุบันเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นประเด็นสำคัญ Landscape Architecture ยิ่งมีบทบาทมากขึ้นกว่าที่เคย

4. คนเรียน Landscape ต้องชอบต้นไม้เท่านั้น

จริง ๆ แล้วคนเรียน Landscape หลายคนไม่ได้เริ่มจากการชอบต้นไม้เลย

บางคนชอบเมือง

บางคนชอบเดินเที่ยว

บางคนชอบดูว่าทำไมบางพื้นที่คนถึงอยากอยู่ แต่บางพื้นที่กลับไม่มีใครใช้

Landscape Architecture คือการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง

·        คน

·        ธรรมชาติ

·        เมือง

·        สิ่งแวดล้อม

ต้นไม้เป็นแค่หนึ่งในเครื่องมือเท่านั้น

ภาพมุมสูงสวนสาธารณะอัจฉริยะ แสดงผังการไหลของผู้คนและระบบระบายน้ำ

5. Landscape เรียนเหมือนสถาปัตย์ทุกอย่าง

หลายคนที่กำลังเตรียมสอบ ความถนัดสถาปัตย์ มักคิดว่าทุกสาขาในคณะสถาปัตย์เรียนเหมือนกันหมด ความจริงคือแต่ละสาขามีวิธีคิดต่างกัน สถาปัตย์อาคารจะโฟกัสที่ตัวอาคาร แต่ Landscape จะมองภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมด

เช่น

·        คนเดินยังไง

·        ลมเข้าทางไหน

·        พื้นที่สีเขียวอยู่ตรงไหน

·        น้ำฝนจะไหลไปที่ไหน

·        พื้นที่ตรงนี้ทำให้คนอยากใช้งานหรือเปล่า

เรียกว่าเป็นการออกแบบที่มองทั้งระบบมากกว่าแค่อาคารหลังเดียว

6. สายศิลป์เท่านั้นถึงจะเรียนได้

ไม่จริง

น้องที่เรียนสายวิทย์ก็เรียนได้

น้องสายศิลป์ก็เรียนได้

เพราะ Landscape ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

มีทั้งเรื่องการออกแบบ

การคิดเชิงระบบ

สิ่งแวดล้อม

การวิเคราะห์พื้นที่

รวมถึงการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์

สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเรียนสายไหน

แต่คือคุณสนใจการออกแบบและการแก้ปัญหาหรือเปล่า

7. Landscape เป็นสาขาเล็ก ๆ ที่ไม่มีผลกับชีวิตคน

จริง ๆ แล้วตรงกันข้ามเลย

ลองนึกภาพวันที่คุณไปวิ่งในสวนสาธารณะ

นั่งพักใต้ต้นไม้

เดินเล่นในมหาวิทยาลัย

หรือใช้เวลาช่วงเย็นในพื้นที่สาธารณะดี ๆ

ประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีคนออกแบบมัน

Landscape Architecture ไม่ได้สร้างแค่พื้นที่สวย

แต่สร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้คน

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศให้ความสำคัญกับสาขานี้มากขึ้นทุกปี

แล้ว Landscape เหมาะกับใคร?

ถ้าคุณเป็นคนที่

·        ชอบสังเกตเมืองและพื้นที่รอบตัว

·        สนใจงานออกแบบ

·        ชอบธรรมชาติ

·        ชอบคิดว่าพื้นที่หนึ่งจะดีขึ้นได้อย่างไร

·        กำลังเตรียมสอบความถนัดสถาปัตย์

·        หรือกำลังมองหาทางเลือกนอกเหนือจากสถาปัตย์อาคาร

Landscape Architecture อาจเป็นสาขาที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้

สำหรับน้อง ๆ Dek70 ที่กำลังเริ่มวางแผนเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีมากในการค้นหาว่าตัวเองเหมาะกับสายไหน เพราะยิ่งเข้าใจตัวเองเร็ว การเตรียม Portfolio การติวสถาปัตย์ และการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

บางทีคณะที่ใช่ อาจไม่ใช่คณะที่คนส่วนใหญ่พูดถึง แต่อาจเป็นคณะที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากทำในอนาคตจริง ๆ ก็ได้