เรียน INDA จริงๆ แล้วต้องเจออะไรบ้าง? (ไล่ปีต่อปี)

ถ้าคุณจินตนาการว่าเข้า INDA แล้วจะได้นั่งออกแบบอาคารสวยๆ ตั้งแต่ปีแรก อาจต้องบอกตรงๆ ว่าภาพนั้น “ยังมาไม่ถึง” อย่างน้อยก็ในช่วงต้น เพราะสิ่งแรกที่คุณจะเจอจริงๆ ไม่ใช่การสร้างอะไรใหม่ขึ้นมา แต่มันคือการ “รื้อ” วิธีคิดเดิมของคุณออกก่อน
หลายคนที่เริ่มสนใจ INDA จุฬา หรือเริ่มต้นจากการ ติวสถาปัตย์ มักมีภาพจำว่าการเรียน architecture คือการวาดแบบ ทำโมเดล หรือออกแบบตึกเท่ๆ แต่พอเข้าไปจริงๆ สิ่งที่หนักกว่างานคือ “วิธีคิด” ที่ระบบพยายามผลักให้คุณพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ปีแรกของ INDA มักเป็นช่วงที่หลายคนงงที่สุด และบางครั้งก็รู้สึกเหมือนตัวเองหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่ง งานที่คุณทำอาจไม่ได้หน้าตาเหมือน architecture หรือ design ที่คุณเคยเห็นมาก่อน คุณอาจต้องทดลองกับ form หรือ material โดยที่ยังไม่มี function ชัดเจน หรือสร้าง space ที่ไม่ได้ตั้งต้นจากการใช้งานจริง สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีทิศทาง แต่จริงๆ แล้วมันกำลังฝึกให้คุณคิดในระดับที่ลึกกว่าแค่ “มันดูเป็นอะไร” และเริ่มเข้าใจว่า form ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคอร์ส ติวสถาปัตย์จุฬา ช่วงหลังเริ่มไม่ได้สอนแค่การวาด perspective หรือการทำ portfolio อย่างเดียว แต่พยายามฝึกเรื่อง concept development และการคิดเชิง design มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ใช้จริงเมื่อเข้าไปเรียนใน INDA จุฬา

งานศิลปะกระดาษพับรูปทรงเรขาคณิตสีขาว 24 ชิ้น จัดเรียงบนผนัง

พอเข้าสู่ปีที่สองและสาม โจทย์จะเริ่มโยงเข้ากับโลกจริงมากขึ้น คุณจะไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่ว่างอีกต่อไป แต่ต้องเริ่มคิดถึงเมือง พฤติกรรมของผู้คน และ context รอบตัว งานออกแบบจะกลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ object เดี่ยวๆ แต่เป็นระบบที่เชื่อมโยงหลายอย่างเข้าด้วยกัน คุณอาจต้องทำ research มากขึ้น ตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูธรรมดา และพยายามเข้าใจว่าการออกแบบของคุณจะส่งผลกับคนอื่นยังไง

ช่วงนี้เองที่หลายคนเริ่มรู้ว่า architecture ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง aesthetic แต่มันเกี่ยวข้องกับ psychology, sociology, urbanism และวิธีที่มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกันด้วย คนที่เคยคิดว่าตัวเอง “วาดไม่เก่งพอ” บางครั้งกลับเริ่มโดดเด่นขึ้นมา เพราะมีวิธีคิดหรือมุมมองที่น่าสนใจ

พอถึงปีสุดท้าย ทุกอย่างจะเปิดกว้างมากขึ้นในแบบที่ทั้งน่าตื่นเต้นและกดดันไปพร้อมกัน เพราะจะไม่มีใครบอกคุณแล้วว่าควรทำอะไร คุณต้องตั้งคำถามเอง เลือก direction เอง และพัฒนา thesis ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งมันไม่ใช่แค่การทำโปรเจกต์ให้เสร็จ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณคิดยังไง และคุณอยากยืนอยู่ตรงไหนในฐานะนักออกแบบ สำหรับบางคน นี่คือช่วงที่ได้เป็นตัวเองที่สุด แต่สำหรับบางคน มันก็เป็นช่วงที่รู้สึกหลงทางที่สุดเหมือนกัน

หลายคนที่ผ่านการ ติวสถาปัตย์ มาก่อนอาจคุ้นกับการมีโจทย์ มี requirement ชัดเจน หรือมี guideline ให้เดินตาม แต่ในปีท้ายๆ ของ INDA จุฬา คุณจะเริ่มต้องสร้าง “framework” ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งส่วนที่ท้าทายที่สุดและทำให้หลายคนโตเร็วที่สุดเหมือนกัน

นอกจากโครงสร้างของการเรียนแล้ว วัฒนธรรมของ studio ก็เป็นอีกสิ่งที่คุณต้องปรับตัว Critique หรือ crit จะกลายเป็นเรื่องปกติ คุณจะต้องนำเสนองานของตัวเอง และเปิดให้คนอื่นเข้ามาตั้งคำถาม บางครั้งคำถามเหล่านั้นจะทำให้คุณต้องกลับไปคิดใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งมันอาจจะเหนื่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณพัฒนาได้เร็ว

งานศิลปะกระดาษพับรูปทรงเรขาคณิตสีขาว 24 ชิ้น จัดเรียงบนผนัง

ในช่วงแรก หลายคนจะรู้สึกว่า crit น่ากลัวมาก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่ม ติวสถาปัตย์จุฬา หรือยังไม่คุ้นกับการอธิบาย process ความคิดของตัวเอง แต่พอผ่านไปสักพัก คุณจะเริ่มเข้าใจว่า critique ไม่ได้มีไว้ทำลายงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนา idea ให้แข็งแรงขึ้น

อีกอย่างที่หนีไม่พ้นคือ deadline ซึ่งแทบจะไม่เคยรู้สึกว่ามีเวลาพอ คุณจะต้องเรียนรู้การตัดสินใจว่าอะไรสำคัญจริง อะไรควรโฟกัส และอะไรต้องปล่อยไปบ้าง เพราะการพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบภายในเวลาที่จำกัดมักไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพัฒนา idea ให้ไปถึงจุดที่มันสื่อสารได้ชัดที่สุดในเวลาที่มี

และใช่… การนอนน้อยก่อนส่งงานคือสิ่งที่แทบทุกคนใน INDA จุฬา ต้องเคยเจอ แต่พอผ่านไป คุณจะเริ่มเรียนรู้การจัดการเวลา การ prioritize และการทำงานภายใต้แรงกดดัน ซึ่งเป็น skill ที่เอาไปใช้ต่อได้จริงหลังเรียนจบ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ INDA ดูโหดไม่ใช่แค่ปริมาณงานหรือความยากของเนื้อหา แต่มันคือการที่คุณต้อง “คิด” อยู่ตลอดเวลา และต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คุณคิดด้วยตัวเอง ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเส้นทางที่ชัดเจน มีคำตอบที่แน่นอน ระบบนี้อาจทำให้คุณเหนื่อย แต่ถ้าคุณอยากพัฒนาวิธีคิดของตัวเอง และโอเคกับการอยู่กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ INDA อาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คุณโตแบบก้าวกระโดดได้จริงๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว การเรียนใน INDA จุฬา อาจไม่ได้สอนแค่เรื่อง architecture หรือ design แต่มันกำลังสอนวิธีมองโลก วิธีตั้งคำถาม และวิธีสร้างคำตอบในแบบของตัวเอง ซึ่งบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าตัวงานออกแบบเองด้วยซ้ำ