หลายคนเริ่มทำ design ด้วยคำถามว่า “จะทำอะไรดี” ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง แต่จริงๆ แล้วมันคือกับดักเล็กๆ ที่ทำให้คุณรีบกระโดดไปที่ “คำตอบ” ก่อนที่จะเข้าใจ “คำถาม” ด้วยซ้ำ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมงานจำนวนมากถึงดูเหมือนมีไอเดีย แต่กลับไม่มีทิศทาง
วิธีคิดแบบเด็ก INDA จะเริ่มจากสิ่งที่ช้ากว่านั้น แต่ลึกกว่า นั่นคือการถามว่า “ปัญหาคืออะไร” หรือแม้กระทั่ง “สิ่งที่เราเรียกว่าปัญหา มันใช่ปัญหาจริงไหม” ขั้นตอนนี้เรียกว่า problem framing ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน คุณก็จะเก่งในทิศทางที่ผิดอยู่ดี
หลายคนที่เริ่ม ติวสถาปัตย์ หรือกำลังเตรียมตัวเข้า INDA จุฬา มักคิดว่าการออกแบบคือการรีบหา idea ที่ดูแปลกหรือดู creative ที่สุด แต่จริงๆ แล้ว design process ที่ดีมักเริ่มจากการ “เข้าใจปัญหา” ก่อนเสมอ ไม่ใช่รีบกระโดดไปหาคำตอบทันที
หลังจากเริ่มเห็นภาพของปัญหาแล้ว ขั้นต่อไปคือการ define concept ซึ่งไม่ใช่แค่การคิดไอเดียคร่าวๆ แบบ “เอาแบบนี้แหละ” แต่เป็นการหาแก่นของงานให้เจอ ว่าคุณกำลังเสนอวิธีมองแบบไหน หรือกำลัง challenge อะไรกับสิ่งที่มีอยู่ Concept ที่ดีจะทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศ ทุกการตัดสินใจหลังจากนั้นจะโยงกลับมาที่มันได้
ปัญหาที่เจอบ่อยคือหลายคนมี idea แต่ไม่มี concept ซึ่งทำให้งานดูเหมือน “มีอะไรเกิดขึ้น” แต่ไม่รู้ว่ามันกำลังพาไปไหน
ตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายคอร์ส ติวสถาปัตย์จุฬา เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะในการเรียนจริงของ INDA จุฬา อาจารย์ไม่ได้มองแค่ว่างาน “สวยไหม” แต่จะถามต่อเสมอว่า “ทำไมถึงคิดแบบนี้” และ “idea นี้เชื่อมกับ concept ยังไง”
จากนั้นเข้าสู่ขั้น development ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและความซื่อสัตย์กับตัวเองมากที่สุด เพราะคุณต้องลองหลายทางจริงๆ ไม่ใช่แค่ลองแบบผ่านๆ เพื่อให้ครบขั้นตอน คุณต้องดูว่า idea ของคุณ “ทำงาน” ยังไงในรูปแบบต่างๆ และกล้ายอมรับเมื่อมันไม่เวิร์ก
งานที่ดีแทบไม่เคยเกิดจาก idea แรก แต่มักเกิดจาก idea ที่ถูกปรับ ถูกทิ้ง และถูกสร้างใหม่หลายรอบ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาเห็น process work ของเด็ก INDA จุฬา คุณมักจะเห็น sketch จำนวนมาก model study หลายเวอร์ชัน หรือ experimentation ที่ดูเหมือนยังไม่สมบูรณ์ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ “งานเสีย” แต่มันคือส่วนหนึ่งของการคิด
สุดท้ายคือ iteration loop ซึ่งเป็นหัวใจของทุกอย่าง คุณจะต้องเอางานไป test รับ feedback แล้วกลับมาปรับใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนมันชัดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การคิดไอเดียใหม่ แต่คือการ “ไม่ยึดติด” กับสิ่งที่คุณเคยคิดว่าดีแล้ว
หลายคนที่เพิ่งเริ่ม ติวสถาปัตย์ มักรู้สึก frustrate เวลางานโดนแก้เยอะ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาถูกปฏิเสธ แต่ในระบบของ INDA การโดน critique หรือการต้องกลับไป rethink งานถือเป็นเรื่องปกติมาก และจริงๆ แล้วมันคือ process ที่ทำให้งานแข็งแรงขึ้น
Framework นี้ฟังดู straightforward แต่การทำมันจริงๆ ต้องใช้วินัยและ mindset ที่เปิดพอจะยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจริงๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ framework แบบนี้ไม่ได้ใช้ได้แค่กับ architecture หรือ design เท่านั้น แต่มันยังเป็นวิธีคิดที่เอาไปใช้กับการแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว การคิดแบบเด็ก INDA จุฬา ไม่ได้หมายถึงการพยายามดู creative ตลอดเวลา แต่มันคือการฝึกมองปัญหาให้ลึกขึ้น ตั้งคำถามให้ดีขึ้น และกล้ายอมรับว่า idea ที่ดีที่สุด อาจไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก
และบางที นี่อาจเป็น skill ที่สำคัญกว่าการวาดรูปเก่งหรือทำ render สวยเสียอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทาง ติวสถาปัตย์จุฬา และอยากเข้าใจว่า “วิธีคิด” ของระบบนี้จริงๆ คืออะไร