รีวิวข้อสอบ CU-TAD July 2026: บรรทัดฐานความยากใหม่สำหรับการสอบเข้า INDA ในปีถัดไป?

รีวิวข้อสอบ CU-TAD July 2026: บรรทัดฐานความยากใหม่สำหรับการสอบเข้า INDA ในปีถัดไป?

สำหรับน้องที่กำลัง ติวเข้า INDA จุฬาฯ หนึ่งในการสอบที่ต้องเตรียมตัวอย่างจริงจังคือ CU-TAD ซึ่งเป็นข้อสอบที่ใช้วัดทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบ การคิด และการวาดของผู้สมัคร โดยเกณฑ์ผ่านอยู่ที่ 45/100 คะแนน

ที่ผ่านมา หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดของ CU-TAD คำตอบของพี่มักจะเป็นคำว่า “เวลา”

โจทย์แต่ละ Part อาจไม่ได้ซับซ้อนจนทำไม่ได้ แต่ผู้สอบต้องคิด ออกแบบ และวาดงานให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัดมาก ดังนั้นการติว CU-TAD ในอดีตจึงไม่ได้ฝึกเพียงแค่ว่า “วาดเป็นหรือไม่” แต่ต้องฝึกเรื่อง การบริหารเวลาและวางกลยุทธ์ในการทำข้อสอบ ไปพร้อมกัน

แต่หลังจากข้อสอบ CU-TAD รอบ July 2026 พี่คิดว่าเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีมองข้อสอบนี้ใหม่

เพราะปัญหาไม่ได้มีแค่ “เวลาน้อย” อีกต่อไป

แต่ตัวโจทย์เองกำลังยากขึ้นด้วย

เมื่อผู้สมัครมากกว่า 300 คน ความยากของ CU-TAD ก็อาจกำลังเปลี่ยน

ในรอบนี้มีผู้สมัครสอบมากกว่า 300 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำนวนคนที่สนใจสมัคร INDA เพิ่มขึ้น

สิ่งที่เห็นจากข้อสอบรอบ July 2026 คือ ความยากไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียง Part ใด Part หนึ่ง แต่เกิดขึ้นแทบทุกส่วนของข้อสอบ

ในอดีต กลยุทธ์ที่พี่ใช้ในการสอนน้องทำข้อสอบที่มีเวลาจำกัดมาก คือ

อย่ามองเวลาของแต่ละ Part แยกออกจากกัน แต่ให้มองข้อสอบทั้งชุดเป็นภาพรวม

เราจะหาว่า Part ไหนสามารถทำได้เร็วกว่าเวลาที่กำหนด แล้วประหยัดเวลาจากส่วนนั้น เพื่อนำไปใช้กับ Part ที่ต้องการรายละเอียดและคุณภาพของงานมากกว่า

ตัวอย่างเช่น หาก Logo Design ให้เวลา 15 นาที แต่เราฝึกจนสามารถคิดและวาดจบได้เร็ว เราอาจนำเวลาที่เหลือไปช่วย Perspective ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างภาพมากกว่า

นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่เราใช้ในการ ติว INDA และติว CU-TAD มาโดยตลอด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในข้อสอบ July 2026 คือ

“ข้อง่าย” ที่เคยใช้เป็นพื้นที่เก็บเวลา เริ่มไม่เหลือแล้ว

เมื่อทุก Part มีความซับซ้อนขึ้นพร้อมกัน เราไม่สามารถคิดง่ายๆ ได้อีกว่า

“เดี๋ยวทำข้อนี้เร็วๆ แล้วเอาเวลาไปเพิ่มให้อีกข้อ”

เพราะแม้แต่ Part ที่เคยสามารถลดเวลาได้ ก็เริ่มต้องใช้เวลาของตัวเองเกือบทั้งหมด

นี่จึงอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากของ CU-TAD

จากข้อสอบที่ “โจทย์พื้นฐาน แต่แข่งกับเวลา”

กำลังกลายเป็นข้อสอบที่ “โจทย์ยากขึ้น และยังต้องแข่งกับเวลาเหมือนเดิม”

ลองมาดูแต่ละ Part ของข้อสอบรอบนี้กัน

ข้อสอบ CU-TAD July 2026

Part 2.1 – Logo Design

เวลา 15 นาที | 10 คะแนน

โจทย์: Early Bird / Boat House

ความยากของโจทย์ Logo รอบนี้อยู่ที่ การตีความคำ

โดยเฉพาะคำว่า Early Bird

คำนี้สามารถตีความตรงตัวเป็น “นก” ก็ได้ หรือจะตีความจากความหมายของคำว่า Early Bird ที่สื่อถึงคนที่ตื่นเช้า หรือคนที่เริ่มต้นทำบางอย่างก่อนคนอื่นก็ได้

ในมุมของพี่ โจทย์มีความกำกวมอยู่พอสมควร และอาจไม่ได้เป็นโจทย์ที่ชัดเจนที่สุด

แต่สิ่งที่ทำให้โจทย์นี้ยากสำหรับผู้สอบจริงๆ คือ มันไม่มีภาพหรือ Form ที่ชัดเจนให้หยิบมาเล่นได้ทันที

การออกแบบ Logo ภายใน 15 นาทีไม่ใช่แค่การวาด Logo ให้สวย

น้องต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

อ่านคำ → ตีความ → หา Concept → หา Form → ลดทอน → Compose → วาด Final

หากโจทย์เป็นสิ่งของที่มีรูปร่างชัด เราอาจเริ่มทดลอง Form ได้ทันที แต่คำอย่าง Early Bird ทำให้ผู้สอบต้องเสียเวลาเพิ่มไปกับ การตัดสินใจว่าจะตีความอย่างไร

และในข้อสอบที่มีเวลาเพียง 15 นาที การเสียเวลาไปเพียงไม่กี่นาทีในช่วงเริ่มต้นถือว่าสำคัญมาก

Part 2.2 – Product Design

เวลา 15 นาที | 10 คะแนน

โจทย์: Foldable Shelter for 2 People

สำหรับพี่ Part นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดมากของคำว่า

“งานเยอะเกินเวลาที่ให้”

โจทย์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การวาด Shelter หนึ่งชิ้น แต่ผู้สอบต้องสามารถเสนอแนวคิดของ Product และ Function เบื้องต้นให้คนดูเข้าใจด้วย

ภายในเวลาเพียง 15 นาที น้องอาจต้องผ่านตั้งแต่

การคิด Concept → ร่าง Form → อธิบายการ Fold → แสดง Function → ตัดเส้น → ตัดกรอบนอก → ลงเงา → ลงสี Copic

ปัญหาคือแต่ละขั้นตอนล้วนใช้เวลา

ถ้าคิด Product นานเกินไป งานวาดไม่เสร็จถ้ารีบคิดเกินไป Function อาจไม่สมเหตุสมผลถ้าใช้เวลากับการร่างมากเกินไป งาน Final ก็ไม่มีเวลาเก็บ

ดังนั้นโจทย์นี้ไม่ได้ทดสอบเพียงว่า “ออกแบบ Product ได้หรือไม่”

แต่ทดสอบว่า

เราสามารถคิดและสื่อสารงาน Design ให้จบภายใน 15 นาทีได้หรือไม่

ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

Part นี้จึงเป็นข้อที่การฝึกฝนมีผลมาก เพราะถ้าน้องไม่เคยฝึกกระบวนการคิดและวาดให้เกิดเป็น Muscle Memory มาก่อน เวลา 15 นาทีแทบไม่เพียงพอที่จะคิดทุกอย่างใหม่ในห้องสอบ

Part 2.3 – Isometric

เวลา 30 นาที | 20 คะแนน

Isometric รอบนี้ถือว่า ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือโจทย์มี Slope จำนวนมาก

และ Slope คือหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้การวาด Isometric ใช้เวลามากขึ้น เพราะผู้สอบต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของรูปทรงและทิศทางอย่างถูกต้อง ไม่สามารถอาศัยการจำวิธีวาดแบบง่ายๆ เพียงอย่างเดียวได้

ในอดีต Isometric อาจเป็น Part ที่น้องบางคนซึ่งมีพื้นฐานแข็งแรงสามารถฝึกจนทำเร็วขึ้น และประหยัดเวลาไปใช้กับส่วนอื่นได้

แต่สำหรับข้อสอบรอบนี้ พี่มองว่า

30 นาทีแทบจะเป็น 30 นาทีที่ต้องใช้จริง

เมื่อ Geometry ซับซ้อนขึ้นและมี Slope หลายตำแหน่ง การพยายามลดเวลาอาจแลกมาด้วยความผิดพลาดของรูปทรง ซึ่งกระทบคะแนนโดยตรง

ดังนั้น Isometric จึงเริ่มไม่ใช่พื้นที่สำหรับ “ประหยัดเวลา” เหมือนเดิมอีกต่อไป

ข้อสอบ CU-TAD July 2026

Part 3.1 – Perspective

เวลา 30 นาที | 20 คะแนน

โจทย์: Interior Perspective ภายในห้างสรรพสินค้า

โจทย์กำหนดมุมมองจาก ชั้น 2 ของห้าง

ด้านซ้ายเป็นร้านขายของด้านขวาเป็นชุดกระจกและมีลิฟต์ด้านบนมี Glass Panel บริเวณเพดาน

และสิ่งสำคัญคือ ผู้สอบต้องนำองค์ประกอบทั้งหมดมาสร้างเป็นภาพ Perspective ในลักษณะ Bird’s-eye View

Part นี้ถือว่ายากขึ้นมาก

เพราะโจทย์ไม่ได้ทดสอบแค่ความสามารถในการตี Perspective ให้ถูกต้อง แต่ยังทดสอบความเข้าใจเรื่อง Interior Space และ Composition

การวาด Exterior Perspective เรายังสามารถใช้องค์ประกอบอย่างอาคาร ถนน ต้นไม้ หรือท้องฟ้าช่วยจัดภาพได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

แต่ Interior มีข้อจำกัดของพื้นที่มากกว่า

น้องต้องคิดพร้อมกันว่า

พื้นที่เปิดตรงไหนเส้น Perspective จะวิ่งอย่างไรร้านค้าจะอยู่ในภาพแค่ไหนลิฟต์และกระจกจะกินพื้นที่เท่าไรเพดานจะช่วยสร้าง Depth อย่างไรและจะจัดทั้งหมดอย่างไรให้ภาพยังอ่านง่าย

ยิ่งเป็น Bird’s-eye View การควบคุมสัดส่วนของพื้นที่ก็ยิ่งสำคัญ

ดังนั้นหากน้องเรียน Perspective ด้วยวิธี จำสูตรหรือจำมุมภาพ เพียงอย่างเดียว โจทย์ลักษณะนี้จะทำได้ยากมาก

สิ่งที่ต้องเข้าใจจริงๆ คือ Composition

เพราะข้อสอบไม่ได้บอกเราว่า “ภาพที่ดีควรหน้าตาอย่างไร”

ผู้สอบต้องเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด

นี่คือความแตกต่างระหว่างการ วาด Perspective เป็น กับการ ใช้ Perspective เพื่อออกแบบภาพเป็น

Part 3.2 – Drawing

เวลา 30 นาที | 20 คะแนน

โจทย์ Drawing รอบนี้เป็นการวาด ใบหน้ารูปปั้นที่มี Expression ชัดเจนและมีรายละเอียดของริ้วรอยจำนวนมาก

ความยากจึงต่างจากการวาดรูปทรงพื้นฐานอย่างชัดเจน

เมื่อใบหน้ามี Expression สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงตำแหน่งตา จมูก หรือปาก แต่กล้ามเนื้อและริ้วรอยของใบหน้าจะสัมพันธ์กันทั้งหมด

น้องต้องสังเกตให้ได้ว่า

ส่วนไหนคือ Form หลักส่วนไหนคือ Shadowส่วนไหนคือ Wrinkleและรายละเอียดส่วนไหนสำคัญต่อ Character ของใบหน้า

ถ้าพยายามวาดริ้วรอยทุกเส้นตั้งแต่ต้น งานอาจไม่เสร็จ

แต่ถ้าตัดรายละเอียดออกมากเกินไป Character ของรูปปั้นก็อาจหายไป

ดังนั้นภายในเวลา 30 นาที ผู้สอบต้องมีทั้ง Observation, Proportion, Form, Light & Shadow และการเลือก Detail ที่ดีพอ

อีกครั้งที่เราเห็นว่า Part ซึ่งดูเหมือนเป็น “การวาดพื้นฐาน” ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ข้อสอบ CU-TAD July 2026

สิ่งที่ CU-TAD July 2026 กำลังบอกคนที่จะสอบ INDA ปีถัดไป

สิ่งที่พี่สนใจที่สุดจากข้อสอบรอบนี้ ไม่ใช่ว่า Part ไหนยากที่สุด

แต่คือ

ทุก Part ยากขึ้นพร้อมกัน

Logo ต้องตีความมากขึ้นProduct ต้องคิด Function และวาดงานจำนวนมากใน 15 นาทีIsometric มี Geometry และ Slope ซับซ้อนขึ้นPerspective ต้องเข้าใจ Interior และ CompositionDrawing ใช้ Subject ที่ต้องการ Observation และรายละเอียดสูง

เมื่อทุก Part ใช้เวลาของตัวเองมากขึ้น กลยุทธ์แบบเดิมที่หวังว่า

“เก็บเวลาจากข้อง่าย แล้วเอาไปช่วยข้อยาก”

จึงเริ่มใช้ได้ยากขึ้น

เพราะคำถามคือ

แล้วข้อง่ายอยู่ตรงไหน?

การติว INDA หลังจากนี้ อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด

หาก CU-TAD July 2026 เป็นทิศทางของข้อสอบในปีถัดไป การเตรียมตัวแบบ “ทำได้ทุก Part แบบพอประมาณ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

พี่คิดว่าน้องต้องมีอย่างน้อย หนึ่งหรือสอง Part ที่เป็นอาวุธหลักของตัวเอง

เพราะเกณฑ์ผ่านคือ 45/100 คะแนน

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในทุก Part แต่ต้องรู้ว่า คะแนนของเราจะมาจากตรงไหน

ถ้าน้องเก่ง Perspective ก็ต้องฝึกให้ Part นี้กลายเป็นคะแนนที่มั่นใจได้

ถ้าเก่ง Drawing ก็ต้องทำให้พื้นฐานแข็งแรงจนไม่ว่า Subject จะเปลี่ยนเป็นอะไร เรายังสามารถวิเคราะห์และวาดได้

ถ้าเก่ง Isometric ก็ต้องไปให้ไกลกว่าการทำโจทย์มาตรฐาน และพร้อมรับ Geometry ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เพราะเมื่อข้อสอบไม่มี Part ง่ายให้เราเก็บคะแนนแบบสบายๆ แล้ว

เราต้องเก่งใน Part ที่ตัวเองมั่นใจ และ “ฟันคะแนน” จาก Part นั้นให้ได้

ขณะเดียวกัน Part ที่ไม่ถนัดก็ไม่สามารถปล่อยทิ้งได้ เพราะทุกคะแนนมีผลต่อการผ่าน 45 คะแนน

อย่าติว CU-TAD ด้วยการจำข้อสอบเก่าเพียงอย่างเดียว

นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากข้อสอบรอบ July 2026

การ ติว INDA ไม่ควรเป็นการฝึกให้น้องจำว่า

“Logo ต้องวาดแบบนี้”“Product ต้องจัด Layout แบบนี้”“Perspective เจอโจทย์แบบนี้ให้ใช้มุมนี้”

เพราะทันทีที่ข้อสอบเปลี่ยน น้องจะไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

สิ่งที่ควรฝึกจริงๆ คือ พื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังแต่ละ Part

Logo ต้องเข้าใจการตีความและ FormProduct ต้องเข้าใจ Function และ Visual CommunicationIsometric ต้องเข้าใจ GeometryPerspective ต้องเข้าใจ Space และ CompositionDrawing ต้องเข้าใจ Form, Proportion และ Observation

เมื่อพื้นฐานเหล่านี้แข็งแรง ต่อให้โจทย์เปลี่ยน น้องก็ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง

และนี่อาจเป็นสิ่งที่ข้อสอบ CU-TAD กำลังพยายามวัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสอบ CU-TAD July 2026

CU-TAD July 2026 อาจเป็นบรรทัดฐานความยากใหม่

เรายังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าข้อสอบรอบต่อไปจะยากขึ้นอีก หรือจะกลับมาง่ายลง

แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ July 2026 พี่คิดว่าคนที่กำลัง ติว INDA สำหรับปีถัดไป ไม่ควรเตรียมตัวโดยใช้ระดับความยากของข้อสอบเก่าเป็นมาตรฐานอีกแล้ว

ให้คิดเสียว่า

CU-TAD July 2026 คือระดับพื้นฐานใหม่ที่เราต้องทำให้ได้

แล้วฝึกให้ยากกว่านั้น

เพราะวันสอบจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเจอโจทย์ยาก

แต่คือการเจอโจทย์ที่ ยากกว่าทุกสิ่งที่เราเคยฝึกมา

ถ้าการซ้อมของเรายากกว่าห้องสอบ วันสอบจะกลายเป็นเพียงการทำสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว

สำหรับน้องที่กำลังเตรียม สอบเข้า INDA จุฬาฯ, ติว INDA, ติวสถาปัตย์ หรือเตรียมสอบ CU-TAD ปีถัดไป พี่จึงอยากให้เปลี่ยนคำถามจาก

“ข้อสอบปีที่แล้วออกอะไร?”

เป็น

“ถ้าปีหน้าออกยากกว่านี้ เราพร้อมหรือยัง?”

เพราะหลังจาก CU-TAD July 2026 ดูเหมือนว่าการสอบกำลังขยับจากการวัดว่า ใครวาดเป็น

ไปสู่การวัดว่า

ใครเข้าใจพื้นฐานจริง คิดได้เร็ว และยังสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพภายใต้เวลาที่จำกัดได้